TWN Digital

เทรนด์การทำ SEO แบบใหม่ในปี 2025

เทรนด์ SEO 2025 Search Everywhere Optimization

ก่อนอื่นก็ต้องขอแนะนำตัวก่อนนะครับผมชื่อไทเกอร์และนี่คือ TWNDigital.com ผมเป็นเจ้าของบริษัทเอเจนซี่การตลาดออนไลน์ที่เชี่ยวชาญด้านการทำเว็บไซต์และดูแลฝั่ง SEO โดยวันนี้ผมจะเอางาน Research ของคุณ Neil Patel ที่ผมบอกว่าเขาเป็นตัวท็อปของนักการตลาดออนไลน์ฝั่ง Google แล้ว แล้วก็จะมาวิเคราะห์ในมุมมองของตัวเองว่าถ้าเปรียบเทียบกับตลาดการค้นหาออนไลน์ในประเทศไทยมันควรจะทำอย่างไรบ้าง 

ผมได้วิเคราะห์คลิป This Is Marketing RIP SEO: Here’s What Works Now in an AI World และวันนี้เราจะมาคุยเกี่ยวกับเทรนด์การทำ SEO แบบใหม่ในปี 2025 ที่นักการตลาดระดับโลกอย่าง Neil Patel เรียกว่า Search Everywhere Optimization มันคืออะไรทำยังไงมาลองคุยกันดูครับ

การทำ SEO ในปี 2025

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถ้าเราได้ลองไปฟังพวกนักการตลาดออนไลน์ระดับโลก อย่างคุณ Neil Patel เราก็จะเห็นว่า เค้าก็ยังเชียร์ให้คนทำ SEO อยู่เรื่อยๆ เพราะสุดท้ายแล้ว เค้าบอกว่า คนค้นหาคำในโลกออนไลน์มากขึ้นทุกปี เพียงแต่ว่าพฤติกรรมในการค้นหาจะเปลี่ยนไป

ผมขอสรุปสั้นๆเลยนะครับ ก็คือทาง Neil Patel เชื่อว่าคนรุ่นใหม่ค้นหาใน Google น้อยลง และ ไปหาในช่องทางค้นหาใหม่ๆมากขึ้น เช่น YouTube Tiktok หรือถ้าจะเทียบกับตลาดไทยก็อาจจะบอกว่าไปค้นบน Shopee Lazada Agoda เป็นต้น

ส่วนอันนี้ผมแถมให้หน่อยว่า Google ก็ยังมีคนใช้งานอยู่นะ เพียงแต่ว่าอาจจะต้องดูพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าและชนิดสินค้าเราว่าเหมาะกับการค้นหาบน Google อยู่หรือเปล่า เดี๋ยวตอนท้ายของวีดีโอเราจะมาคุยกันเรื่องนี้อีกที

กลับเข้ามาสู่เนื้อเรื่องของวีดีโอ เราจะเห็นได้ว่ากลยุทธ์การทำ SEO หรือที่เราเรียกว่า Search Engine Optimization หรือที่พูดในภาษาได้ง่ายว่าการปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อให้ Google สามารถจัดอันดับเว็บไซต์เราได้ง่ายเพื่อเพิ่มการเข้าถึง อาจจะถูกเรียกว่าสำคัญอยู่นะแต่ว่าล้าหลัง เพราะว่าในยุคปัจจุบันคนส่วนมากค้นหากันในช่องทางที่กว้างมากขึ้น

โดย Niel Patel เค้าบอกว่าปรากฏการณ์ใหม่จะเรียกว่า SEO เหมือนเดิมแต่เป็น Search Everywhere Optimization หรือการปรับแต่งให้เหมาะกับการค้นหาทุกช่องทาง

ขอบคุณภาพจากช่อง Leveling Up with Eric Siu

ทำ SEO ใน Google อย่างเดียว อาจไม่เพียงพออีกต่อไป

คำถามแรกก็คือทุกวันนี้ทุกคนค้นหาผ่านช่องทางอะไรบ้าง ถ้าเราตอบคำถามนี้ได้เราก็จะรู้ทันทีว่าทำไมการค้นหาบน Google อย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ

อย่างที่บอกไปครับนอกจาก Google แล้ว มันก็มี search engine อื่น ๆ เช่น Bing หรือว่าถ้าเป็นช่องทางอื่นเลยเช่นการทำวีดีโอ YouTube TikTok มันก็จะมีช่องทางค้นหาในแพลตฟอร์มนั้นๆเหมือนกัน ถ้าเป็นเชิงความรู้หน่อยก็อาจจะดูเป็นแนว podcast แทน

หรือในประเทศไทยเองก็จะมี Shopee Lazada Agoda Instagram ที่มีคนไปค้นหาในช่องทางนั้นเหมือนกันด้วย จะเป็นวิธีทำอาหาร หาสินค้า หรือว่าจะหาสถานที่ท่องเที่ยว มันก็เป็นพฤติกรรมในการค้นหาของคนทั่วไป

แล้วก็ยังไม่จบแค่นั้นในยุคใหม่เนี่ยมันยังมีสิ่งที่เรียกว่า AI อย่าง ChatGPT หรือ Google AI อย่าง Gemini ที่ถึงแม้ปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีที่แน่นอนว่าทำยังไงให้ AI เรียกข้อมูลเราไปตอบลูกค้า แต่ก็มีการทดสอบกันเรื่อยๆเลย ส่วนตัวผมคิดว่าส่วนนี้ก็น่าสนใจมาก

เอาเป็นว่ามาถึงตรงนี้หลายๆคนเห็นภาพแล้วใช่ไหมครับว่าลูกค้าในยุคนี้มีตัวเลือกในการหาคำตอบของตัวเองเยอะมาก ถึงแม้ Google จะเป็น monopoly หลัก หรือว่าธุรกิจหลักที่กินตลาดค้นหาเยอะที่สุดในโลก แต่เขาก็ไม่ใช่เจ้าเดียวอีกต่อไปแล้วก็ไม่ใช่ช่องทางเดียวด้วย

อย่างแรกต้องบอกก่อนว่า Google น่าจะยังไม่ตายในเร็วๆนี้ เพราะว่าคนในยุคนี้ค้นหาของเก่งมากขึ้น บางทีเขาอาจจะถาม Chat GPT ก่อน แล้วก็ไปหาข้อมูลอื่นๆมาเปรียบเทียบผ่าน Social Media หรือว่า Google โดย Neil Patel ก็บอกว่าเขาเคยทำแบบสอบถาม ว่าเวลาคนค้นหาเขาค้นหาช่องทางไหน คำตอบก็คือ 

  • 61% Search Engine
  • 17% Social Media
  • 30% AI ChatBot

ซึ่งอันนี้เป็นตัวเลขของปี 2024 นะครับ สังเกตว่ารวมกันแล้วมากกว่า 100% งั้นก็เพราะว่ามีคนหลายคนค้นหาในหลายช่องทางเพื่อเอาข้อมูลมารวบรวมกันก่อนจะตัดสินใจ 

ผู้ใช้งานใช้ช่องทางไหนในการค้นหาข้อมูล
ขอบคุณภาพจากช่อง Leveling Up with Eric Siu

สรุปก็คือทำยังไงก็ได้ให้เราไปอยู่ในหลายช่องทางมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และให้คนค้นหาเราเจอผ่านช่องทางเหล่านี้

ซึ่งจริงๆแล้ว ถ้าใครที่เคยดูช่องผมมาบ้างเนี่ยมันก็คือหลักการของการสร้างแบรนด์นั่นแหละครับ คือการมีตัวตนในหลายช่องทางเพื่อเพิ่ม exposure หรือการเข้าถึงของตัวเอง 

แต่พอมาถึงแบบนี้ คำถามคือ ในเชิงปฏิบัติเราจะทำยังไงให้เข้าถึงคนได้มาก ในหลายๆช่องทางจริงๆ ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าควรจะแบ่งกันก่อนว่าธุรกิจเรามีทรัพยากรมากแค่ไหนและอยู่ในระดับไหน

วิธีการทำ SEO ในปี 2025 สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก

ถ้าเป็นธุรกิจขนาดเล็กลงมาหน่อยผมคิดว่ายังไงก็ต้องทำ Content เอง อาจจะพยายามสร้าง Content ที่สามารถแปรรูปไปเป็นเนื้อหาในหลายๆช่องทางได้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นพยายามเขียนบทความลงไปในเว็บไซต์ให้มันจัดอันดับได้ เอาบทความนั้นมาแปรรูปไปเป็นวีดีโอยาวสำหรับ YouTube แล้วก็ปรับให้มันเหมาะกับการจัดอันดับบน Youtube

ในขณะเดียวกันเอาเนื้อหาเดียวกันมาซอยย่อยแบบวีดีโอสั้นต่ำกว่า 1 นาทีครึ่ง แล้วเอาไปลงใน TikTok กับ Social Media Facebook และ IG Reels  หรือในสมัยนี้เนี่ยจะไปลงในช้อปปี้ด้วยก็ยังได้เพราะว่าเขาก็ลงวีดีโอได้เหมือนกัน

แน่นอนว่าเนื้อหาวีดีโอก็ปรับให้มันเหมาะกับคำค้นหาในช่องทางนั้นๆมากที่สุด สมมุติเราอยากจะขายไม้แขวนเสื้อ เนื้อหาที่เกี่ยวกับไม้แขวนเสื้อที่คนค้นหาเยอะๆคืออะไรก็ลองทำดู แต่ว่าอันนี้เป็นแค่แนวคิดนะครับ ถ้าเรามีทีม Social Media แล้วก็ทีมตัดต่อถ่ายทำนักเขียนหมด เราจะทำเป็นตารางทำซ้ำเรื่อยๆทุกอาทิตย์มันก็ได้ครับ 

แต่สำหรับธุรกิจส่วนมากผมคิดว่าเราทรัพยากรไม่ได้มากพอ ก็เลยจะกลายเป็น project ระยะสั้นที่ทำครั้งเดียวแล้วหวังให้มันจัดอันดับระยะยาวในหลายช่องทางมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

วิธีการทำ SEO ในปี 2025 สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่

ต่อมาถ้าเป็นธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นมาหน่อยมีงบมากหน่อย ฝั่งการทำเว็บไซต์ SEO ทำเหมือนเดิมเลยก็ได้ เขียนบทความปรับแต่งเว็บไซต์ แต่ว่าช่องทาง Social Media และการสร้างวีดีโอเพื่อให้มันจัดอันดับได้เนี่ย อันนี้จากประสบการณ์ผมเลยนะครับคือถ้าเราเริ่มจากประสบการณ์ศูนย์เลย โอกาสที่เราจะทำได้ดีมันน้อยมาก 

แถมข้อเสียของวีดีโอคือทำมาแล้วเนี่ย เรากลับไปแก้ไม่ค่อยได้ ไม่เหมือนกับบทความที่เราสามารถแก้ได้เรื่อยๆจนกว่า google จะชอบ เพราะฉะนั้นธุรกิจที่มีงบมากหน่อยก็จะทำเป็นการจ้าง Influencer เช่นแบบ Micro Influencer ต่ำกว่า 10,000 followers ให้ทำวีดีโอในหัวข้อที่เราต้องการเกี่ยวกับสินค้าของเราแล้วก็ให้ลงในช่องทางของ Influencer ไปเลย

เพราะสุดท้ายในเชิงการตลาดผมคิดว่าหลายๆธุรกิจไม่ได้สนว่าลูกค้าต้องมาเริ่มต้นดู Content ที่ Social Media ของเรา ลูกค้าอาจจะไปค้นหาใน search แล้วเจอวีดีโอของอินฟลูคนหนึ่งที่คุยเรื่องวิธีใช้ iPad จัดระเบียบชีวิตตัวเองแล้วมาจบที่โดนอินฟลูป้ายยา ดึงให้เขามาจบที่ Social Media เราในภายหลังได้

อย่างที่ผมบอกครับ สิ่งนี้มันคือวิธีการสร้างแบรนด์ที่หลายธุรกิจเขาก็พยายามทำกันอยู่แล้ว คือการลง Content ให้มันกว้างมากที่สุดเพื่อเพิ่มการเข้าถึงให้กับธุรกิจตัวเอง การเข้าถึงจะเท่ากับการรับรู้ และการรับรู้ที่มากพอจะเท่ากับการจดจำของลูกค้าภายหลัง 

แต่ว่าในมุมมองของการทำ SEO และกลยุทธ์ เราอาจจะต้องเลือกหัวข้อการทำวีดีโอและเลือก Influencer ให้เหมาะกับคำค้นหามากขึ้น เพื่อให้เรามั่นใจว่าผลผลิตของวิดีโอนั้นๆจะสามารถจัดอันดับได้จริง 

การทำ SEO ใน Google ยังคงอยู่กับเราได้อีกนาน

สุดท้ายแล้วก็อย่าลืม ว่าการทำการตลาดออนไลน์ทุกอย่างมันมีข้อดีที่เรื่องการวัดผลครับ ยิ่งในยุคที่เราพยายามเพิ่มการเข้าถึงในหลายช่องทางมากขึ้น โอกาสทางการตลาดอาจจะไม่ได้อยู่ในช่องทางที่ใหญ่ที่สุดที่มีผู้เล่นเยอะ แต่อาจจะไปอยู่ในช่องทางออนไลน์เฉพาะกลุ่มสินค้าเราก็ได้ อย่างของคุณ Neil Patel เขาก็บอกว่าเขาเชียร์การทำ Podcast มากๆ เพราะว่าในมุมมองเขามัน Performance ดีที่สุดแล้ว 

กลับมาที่คำถามที่ผมเคยทิ้งไว้ ธุรกิจของเราเหมาะกับ Google จริงหรือเปล่า และ Google จะตายหรือเปล่า ผมก็ตอบสั้นๆได้เลยนะครับว่า Google จะอยู่อีกนาน 

แต่ถ้าอยากจะรู้ว่าธุรกิจเราและกลุ่มลูกค้าเรามีคนใช้งานบน Google เพื่อเข้าหาเราไหม จริงๆก็จะใช้เว็บไซต์ง่ายๆอย่าง Google Trends หรือ UberSuggest ของ Neil Patel เพื่อวิเคราะห์เว็บไซต์ Traffic จาก Keyword นั้นๆ ก่อนเริ่มทำ SEO ก็ได้ครับ

หรือว่าหากธุรกิจไหนสนใจก็สามารถติดต่อช่องทางต่างๆผมเข้ามาได้ ทางเรารับทำ SEO มีทีมงานคอยช่วยวิเคราะห์ให้ครับ ว่าเว็บไซต์ของเราเหมาะกับการทำ SEO มากแค่ไหน 

Picture of ไทเกอร์ - ธเนตร์ตรี รัตนเรืองยศ
ไทเกอร์ - ธเนตร์ตรี รัตนเรืองยศ

เจ้าของบริษัทไทย วินเนอร์ ดิจิทัล จำกัด ชอบอ่านหนังสือและข่าวธุรกิจทั้งในไทยและนอกประเทศ พออ่านมาเยอะก็เลยอยากนำความรู้มาแบ่งปัน